วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

วิธีการเจาะเลือด เจาะอย่างไร ???




การเจาะเลือด   
การเจาะเลือด
        1. การเจาะเลือดจากหลอดเลือดฝอย (Capillary) เช่น การตรวจวัดค่าปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hematocrit= Hct) ,การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Capillary Blood Glucose = CBG) โดยเจาะที่ปลายนิ้วซึ่งควรเลือกเจาะจากปลายนิ้วกลาง หรือนิ้วนางเพราะใช้งานน้อยกว่านิ้วอื่น ๆ สำหรับเด็กเล็กและทารกจะเจาะเลือดจากส้นเท้า
        2. การเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำ (Vein) เป็นการแทงเข็มเข้าไปในหลอดเลือดดำส่วนตื้นแล้วดูดเลือดเข้าในกระบอกฉีดยา นิยมเจาะจากบริเวณข้อพับแขน เช่น การตรวจนับเม็ดเลือด (complete blood count = CBC) การตรวจสอบหน้าที่ของตับ (liver function test = LFT) การตรวจอิเล็คโทรลัยต์
        3. การเจาะเลือดจากหลอดเลือดแดง (Artery) เจาะโดยแพทย์เท่านั้น เนื่องจากเลือดหยุดยาก นิยมเจาะจากหลอดเลือดบริเวณข้อมือ และขาหนีบ ใช้ในกรณีตรวจหาระดับออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ (blood gas)
ชนิดของตัวอย่างเลือด
        1. Whole Blood ใส่สารกันเลือดแข็งตัว เช่น
        - EDTA (Ethylenediaminetetra-acetate) เช่น CBC
        - Heparin เช่น FBS , BUN , Cr , Blood gas
        - Sodium citrate เช่น การตรวจค่า coagulagram : PT, TT Anticoagulant (ต้องแช่ในน้ำแข็งก่อนการส่งไปห้อง Lab)

        2. Clot Blood เอาส่วนของ serum ไปวิเคราะห์ เช่น LFT, E’lyte, HIV, VDRL
        3. Plasma เป็นส่วนที่ได้จากการปั่นแยก Whole blood ที่ใส่สารกันการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ NaF plasma ใช้ตรวจ FBS
        4. Capillary Blood เป็นเลือดที่เจาะจากเส้นเลือดฝอยในบริเวณปลายนิ้ว ติ่งหูหรือส้นเท้าเด็กใช้ Whole blood ที่มีสารกันการแข็งตัว

การเจาะ Hemoculture

        1. เลือก Tube ที่มีอาหารเลี้ยงเชื้อ
        2. การเจาะเลือดควรเจาะอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 10-30 นาที
        3. วิธีการเจาะเลือดมีขั้นตอน ดังนี้
        - ทำความสะอาดผิวหนังผู้ป่วยด้วยแอลกอฮอล์ 70% แล้วตามด้วยพีวีดีน (Pevidine) รอให้แห้ง
        - เจาะเลือด 5-10 ml สำหรับขวดผู้ใหญ่
        - เปลี่ยนหัวเข็มอันใหม่
        -ใส่เลือดลงขวด โดยแทงทะลุจุกยาง
        -เขย่าเพื่อให้เลือดผสมกับอาหารเลี้ยง
        - เขียนชื่อ นามสกุล เลขที่ทั่วไป (HN) ลำดับที่ของการเก็บ specimen
การเจาะ Hematocrit
        ส่วนใหญ่ทำกับผู้ป่วยที่มีการเสียเลือด หรือมีความบกพร่องเกี่ยวกับเม็ดเลือดเช่น ผู้ป่วยหลังผ่าตัด ผู้ป่วยที่ได้รับเลือด ผู้ป่วยอาเจียนเป็นเลือด ประสบอุบัติเหตุเสียเลือด ผู้ป่วยโรคโลหิตจาง เด็กทารกที่มีอาการเหลือง
        1. ใช้ capillary tube 2 หลอด
        2. วิธีการเจาะเลือด มีขั้นตอน ดังนี้
        - ทำความสะอาดผิวหนังด้วยแอลกอฮอล์ 70% รอให้แห้ง
        - บีบปลายนิ้วให้เลือดมาคั่งจนผิวเป็นสีแดง
        - ใช้เข็มหรือมีด (Lancet) เจาะผิวหนัง
        - นำหลอดบรรจุเลือดด้านที่มีรอยขีดสีแดง (มีสารเฮปารินเคลือบ) มารอรับเลือด ให้เลือดไหลเข้าไป 3/4 ของหลอด
        - ปักหลอดติดไว้กับดินน้ำมัน
        - นำไปเข้าเครื่องปั่น Hct. โดยปั่นนาน 5 นาที
        - อ่านค่า Hct จากเครื่องมือวัดหาค่า Hct. หรือ คำนวณเปรียบเทียบสัดส่วนความยาวของเม็ดเลือด ซึ่งแยกออกจากพลาสม่า เทียบกับความยาวทั้งหมด ของเลือด

การเจาะ CBC (Complete blood count)

        - เจาะใส่ tube สีม่วง จำนวน 2 ซีซี
        - EDTA Blood

การเจาะ Blood gas

        - เจาะจากเส้นเลือดแดง 2 ซีซี แทงเข็มบนก้อนยางสีฟ้า นำ Syringe ใส่ซองพลาสติก แช่น้ำแข็งส่งตรวจทันที

การตรวจ FBS (Fasting blood sugar)

        - NPO 6-8 ชม.ก่อนตรวจ
        - Clot blood

การตรวจ Lipid

        - NPO 12 ชม. ก่อนตรวจ (งดดื่ม Alcohol 24 ชม.ก่อนตรวจ)
        - Clot blood
ข้อควรระวัง
        1. การเจาะเลือดที่มีสารกันการแข็งตัวของเลือด เมื่อใส่เลือดแล้วต้อง Mix กลับไปกลับมา 5-10 ครั้งทันที
        2. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ได้แก่
        - ดูดเลือดเร็วเกินไป
        - ดันเลือดใส่ tube แรงไป
        - Syringe Needle, tube ไม่สะอาด
        - เข็มเล็กเกินไป
        - ไม่ถอดหัวเข็มก่อนดันเลือดใส่ tube
        - ทิ้ง tube ไว้ใกล้ที่มีอุณหภูมิสูงจัด
        3. หลีกเลี่ยงการเจาะเลือดจากเส้นเลือดที่มีการให้น้ำเกลือ ยาหรือสารต่างๆ ทำให้ผลผิดปกติ เช่น High FBS


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น